ไทย
|
Thai CAC
สารจากประธานกรรมการ
สารจากประธานกรรมการ << ข้อมูลบริษัท << หน้านักลงทุนสัมพันธ์
 

ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม
ประธานกรรมการ

ในปี 2560 ผลจากภาวะการแข่งขันในธรุกิจหม้อแปลง โดยเฉพาะ การแข่งขันทางด้านราคา ยังคงสูงอยู่อย่างต่อเนื่องจากปี 2559 จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นส่งผลต่อ ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และ บริษัทย่อย ในส่วนของ รายได้จากธุรกิจผลิตและจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้าลดลง สำหรับรายได้จากการให้บริการ และ รายได้จากการให้บริการตามสัญญาก่อสร้าง แม้รายได้จากส่วนนี้ในปี 2560 จะเพิ่มขึ้นจากปี 25559 แต่ต้นทุนขายจากรายได้ทั้ง 2 แหล่ง ดังกล่าวได้เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ผลดำเนินงานขาดทุนสุทธิในปี 2560

สำหรับ ภาวะอุตสาหกรรมหม้อแปลงไฟฟ้าในปี 2561 มีแนวโน้มยังคงทรงตัวจากปี 2560 เนื่องจาก ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย 2558 – 2579(PDP2015) กำหนดให้เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมสุทธิจาก 37,612 เมกะวัตต์ เพิ่มเป็น 70,335 เมกะวัตต์ โดยกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ผลิตจากโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ ในประเทศ ที่ดำเนินการโดยภาครัฐและเอกชน อีกทั้งแผนพัฒนาฯ PDP2015 ดังกล่าว ยังได้กำหนดให้มีโครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าเพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลและเขตเศรษฐกิจพิเศษ, โครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าเพื่อตอบสนองความมั่นคงระบบไฟฟ้าในเขตภูมิภาค, โครงการปรับปรุงและขยายระบบส่งไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน และ โครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับการเชื่อมต่อโรงไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่,ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กและโรงไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่จะทยอยดำเนินการในช่วงปี 2558 – 2579 ร่วมอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ ในอนาคตทั้งภาครัฐและเอกชนจะมีการสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงและสายส่ง 500 กิโลวัตต์และ 230 กิโลวัตต์ เพิ่มเติม รวมทั้ง โครงการเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง เพื่อรองรับ ASEAN GRID ในเขตภาคเหนือตอนบนและภาคใต้ตอนล่าง ทำให้มีความต้องการใช้หม้อแปลงไฟฟ้ากำลัง ขนาดแรงดัน 500/230/115 kV เพิ่มขึ้น ซึ่งประมาณการงบลงทุนของภาครัฐในโครงการเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต สำหรับ ปี 2559 – 2563 ประมาณ 10,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 2,500 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้า โดยเฉพาะหม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่าย ยังคงมีอยู่มากราย ส่งผลให้ภาวะอุตสาหกรรมไฟฟ้าในปี 2561 ยังคงอยู่ในภาวะที่แข่งขันสูงต่อจากปี 2560 และเพื่อให้บริษัทฯ และบริษัทย่อยได้ดำเนินงานเพื่อตอบสนองต่อภาวะการแข่งขัน เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว บริษัทฯ และบริษัทย่อย ได้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนกลยุทธ์กำหนดระยะเวลา 10 ปี โดยในขณะนี้มีความคืบหน้าไปกว่าร้อยละ 75 เหลือเพียงการจัดทำแผนปฏิบัติ เพื่อนำแผนกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรมสนับสนุนให้ บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีความสามารถในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นและมีผลการดำเนินงานที่มีผลกำไรสุทธิดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านๆ มา

ทั้งนี้ จากความร่วมมือ ความมุ่งมั่น และ การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในการดำเนินธุรกิจ ของผู้บริหารและพนักงานทุกท่าน ผมเชื่อมั่นว่า บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ เป็นบริษัทที่มีศักยภาพทางธุรกิจ มีการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และนโยบาย ที่เหมาะสมชัดเจน สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม รวมถึง การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะกับสถานการณ์ การพัฒนาประสิทธิภาพของการบริหารงาน และมาตรการอื่นๆ เพื่อบริหารความเสี่ยงให้สามารถอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ อีกทั้ง ยังมีการบริหารงานอย่างมีธรรมาภิบาล เพื่อเป็นการพัฒนาแบบยั่งยืนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

ท้ายสุดนี้ ในนามของคณะกรรมการ ผมขอขอบคุณ ท่านผู้ถือหุ้น ลูกค้า และ พันธมิตรทางธุรกิจ ที่ได้ให้ความไว้วางใจ และให้การสนับสนุน บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ ด้วยดีตลอดมา และ ผมขอขอบคุณ ผู้บริหาร และ พนักงาน ของกลุ่มถิรไทยทุกท่านที่ได้ร่วมแรงร่วมใจทำงานปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเพียรอุตสาหะให้กับบริษัทเสมอมา ผมเชื่อมั่นว่าด้วยพื้นฐานประสบการณ์ของผู้บริหารและพนักงานทุกท่านผนวกกับศักยภาพในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและมีธรรมาภิบาล จะสามารถทำให้บริษัทฯ เติบโตได้อย่างมั่งคง ยั่งยืน และบรรลุเป้าหมายขององค์กร เผื่อยังประโยชน์ให้ผู้ถือหุ้นสืบไป

ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม
ประธานกรรมการ